โลกนี้ไม่เคยมีคำว่าบังเอิญ

ทุกสิ่งไม่ได้ถูกกำหนดเอาไว้ แต่..ถูกเลือกอย่างตั้งใจโดยจิตวิญญาณของเรา พระเจ้า หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่เคยก้าวก่ายมากำหนดชะตาชีวิตของใคร เพราะมิติของรูปธรรมชั้นสูงนั้นดำรงอยู่ในความว่าง อุเบกขา เมตตาและความรัก

การที่เราต้องพบเจอใคร เหตุการณ์อะไร ก็เพราะกรรมสัมพันธ์ที่เราและเขาล้วนผูกชะตากรรมขึ้นมาร่วมกันทั้งสิ้น !! เราเองคือผู้ผูกดวงชะตาของเราขึ้นมาเอง เราเลือกพ่อ แม่ ครอบครัว คนรัก คู่ชีวิต สังคม และคนที่เรามีกรรมสัมพันธ์ด้วย เพื่อ…กลับมาแก้ไขเรื่องราวเดิมๆ แก้ไขพลังงานติดค้างเก่าๆ ที่เราเรียกว่า..“กรรม” ที่เคยผิดพลาด ไม่สมบูรณ์แบบ ให้ถูกต้องและสมบูรณ์แบบ เพื่อยกระดับมิติของดวงจิตวิญญานณของเราขึ้นไปสู่ภพภูมิ หรือมิติที่สูงขึ้น ละเอียดขึ้น ซึ่งก็มีเพียงมิติแห่งภพมนุษย์เท่านั้นที่จิตวิญญาณจะดำรงอยู่ในกายหยาบ แห่งมิติกายภาพ ที่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย อยู่ในกรอบจำกัดของช่องว่าง ระยะทาง และกาลเวลา

เราคือผู้กำหนดชะตาชีวิตของตนเอง หาใช่พระเจ้าหรือพระพรหมองค์ใดจะมาก้าวก่ายลิขิตชะตาชีวิตของใครก็หาไม่ ทุกดวงจิตวิญญานมีอิสระเสรีอย่างเต็มที่ในการเป็น “ผู้เลือก” เป็น “ผู้กำหนด” เป็น ผู้ลิขิตชีวิตของตนเอง ว่า…ต้องการมาเรียนรู้เรื่องใด มาแก้ไข ทดสอบ เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ให้แก่ดวงจิตวิญญานเพื่อยกระดับจิตให้ละเอียดขึ้น ยกภพภูมิสูงขึ้นไปในลำดับชั้นต่อๆไป ในโลกมายาแห่งกายภาพนี้

ถ้าเราเลือกมาเรียนรู้ แก้ไข เรื่องความรัก ความสัมพันธ์ แผนภูมิโหราศาสตร์พิมพ์เขียวดวงชะตาชีวิตของเรา ก็แสดงเรื่องราวของดาวแห่งรักให้ปรากฎชัดเจน เพราะแผนที่ดาว คือบันทึกแห่งฟ้าที่บอกเล่าเรื่องราวดวงชะตาของเรา ว่าเราเลือกเกิดมาทำอะไร เราเคยเป็นอะไร เก่ง เด่น ดี ด้อยด้านไหน? ผิดพลาดเรื่องอะไร เราก็ต้องมาเจอกับเรื่องนั้น เพื่อแก้ไขเรื่องนั้น แต่คนส่วนมากนอกจากไม่แก้ แล้วยังหนี หรือกลับผูกให้กรรมสัมพันธ์รัดแน่นยิ่งขึ้น เรื่องราวเหล่านี้หากเราเข้าใจเรื่องโหราศาสตร์กรรม ( Karmic Astrology) ที่บอกเล่าพิมพ์เขียวแห่งชะตาชีวิต เราก็จะได้รู้ว่า.. “เราเกิดมาทำไม?” ไม่ใช่แค่รู้ว่าจะเกิดอะไร อย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่? เราจะเข้าใจพลังงานการทำงานของกรรม ที่ไม่เคยหายไปจากชาติภพ รู้เหตุจากอดีตที่ส่งเรามาให้พบเหตุการณ์เช่นนี้ ซึ่งไม่เคยมีคำว่าบังเอิญ ไม่มีการสุ่ม หรือเกิดขึ้นเองลอยๆ  ดังที่ ดร.ดีพัค โชปรา กล่าวว่า… “เราต่างถูกถักทออยู่บนผืนผ้าแห่งจักรวาล” ทุกสรรพสิ่งคือพลังงาน และธรรมชาติแห่งกาลจักร

สิ่งที่หล่อหลอมขึ้นมาเป็นตัวเรา ล้วนคือกรรมสะสมจากทุกชาติภพ ไม่ว่าจะเป็น เพศ ศาสนา เชื้อชาติ เผ่าพันธ์ สถานภาพ ครอบครัว คนรัก เหตุการณ์และผู้คนต่างๆ ที่เข้ามาสัมพันธ์ในชีวิต จึงเกิดเป็น
“กรรมกำเนิด” หรือชะตาลิขิต ใครลิขิต ก็เราไง การกระทำของเรา ลิขิตชะตากรรมของเราเอง ( หยุดโทษพระเจ้า ฟ้าดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ) ทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเราตลอดชีวิต ล้วนคือการฉายหนังซ้ำๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ คนใหม่ สถานการณ์ใหม่ แต่..เป็นเหตุการณ์ที่เราผ่านพบมาก่อนแล้ว ทั้งบวกและลบ ขึ้นอยู่กับว่าเราสะสมกรรมใดร่วมกับใครมาในหลายๆชาติภพ หากเราอยากรู้อดีต นั้นง่ายนิดเดียว แค่ดูชีวิตปัจจุบัน เพราะปัจจุบันคือผลลัพธ์จากอดีต

สภาวะระหว่างภพ ก่อนที่เราจะมาเกิด เราได้เลือกแล้วว่าเราจะมาเรียนรู้ มาแก้ไขเรื่องอะไร สถานการณ์ไหน? เราจะเลือกในช่วงจังหวะของดวงดาวที่มีพลังงานในเรื่องของปัญหานั้นจรมากระทบตรงเวลากำเนิดของเราพอดี คนที่มีเสาร์เล็งดาวเจ้าเรือนปัตนิ จะต้องเผชิญหน้ากับคู่แท้ทางจิตวิญญาณ เพื่อแก้ปัญหาความสัมพันธ์ที่ติดค้างกันมา หากแก้ไม่ได้ ไม่มีใครยอมก่อน รักก่อน ให้อภัย เมตตาอย่างไรเงื่อนไขก่อน ก็ผูกกรรมกันต่อไป ตีตั๋วไปต่อ รอแก้กันอีกภพถัดไป

ดังนั้นการอยากมีชีวิตดีดี ไม่ต้องรอปีหน้า ไม่ต้องรอฟ้า รอโชคชะตาลิขิต ในเมื่อ กรรมลิขิตนั้นอยู่ในกำมือของเราแล้ว ทำวันนี้ เดี๋ยวนี้ ปัจจุบันนี้ ให้ดีที่สุด เต็มที่กับชีวิต อะไรไม่ดีแค่นิดเดียวก็อย่าลดเกียรติของเราไปแตะต้องสัมผัส อะไรดีแม้เพียงนิดเดียวจงทำทุกสิ่งทันที อย่ามัวแต่จะ อย่ามัวแต่คิด อยากทำอะไรจงทำเลย  ถ้าเชื่อว่าสิ่งนั้นดีไม่มีชั่วแอบแฝง ไม่ต้องกลัวแพ้ ไม่ต้องกลัวตาย เพราะพลังงานไม่เคยตาย ทุกจิตวิญญาณล้วนเป็นอมตะ ตายจากร่างนี้ ก็ไปจุติในร่างใหม่ วนเวียนกลับมาพบ มาเจอเรื่องราวเดิมๆ ฉายหนังวนซ้ำแล้ว ซ้ำเล่ากันอยู่เนี่ย ถ้ายังไม่แก้ไขให้สมบูรณ์ น่าเบื่อไหม? อย่าไปเสียเวลา เหนื่อย ท้อ เบื่อหน่ายเลย ปลุกญาณรู้ให้ตื่น หาคำตอบให้ได้ว่า..คุณเกิดมาทำไม?  แค่เรียน ทำงาน แต่งงาน ขยายเผ่าพงษ์พันธ์ออกลูกออกหลาน แล้วก็ตาย เท่านั้นหรือ?

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *